แกรม
สาระน่ารู้
แกรมกระดาษคืออะไร
14 ก.พ. 56

ถ้าถามว่ากระดาษถ่ายเอกสารทั่วไป หลายคนคงบอกได้ว่าเป็น A4 หนา 70 แกรม กับ 80 แกรม เราคงพอจะรู้กันว่ากระดาษที่มีจำนวนแกรมมากกว่า คือกระดาษที่มีขนาดหนากว่ากันอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่เราเคยสงสัยกันมั้ยว่า แกรมที่ว่านี้ มันคืออะไรวัดกันยังไง จริง ๆ แล้ว คำว่าแกรมนี้ ก็คือกรัม (gram) นั่นเองครับ เป็นหน่วยที่เราใช้วัดมวลกระดาษว่า เมื่อนำกระดาษชนิดหนึ่ง ๆ ที่มีพื้นที่ 1 x 1 ตารางเมตรมาชั่งแล้ว จะมีน้ำหนักกี่กรัม (แกรม) ฉะนั้น กระดาษขนาด 120 แกรม จึงหมายถึงกระดาษขนาด ที่มีน้ำหนัก 120 กรัม / ตารางเมตร นั่นเอง

ในทางกระบวนการพิมพ์แล้ว กระดาษที่มีจำนวนแกรมน้อย (บาง) จะทำให้แสงส่องผ่านได้มากกว่า เมื่อทำการพิมพ์ไปแล้วจึงมีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะมองทะลุไปเห็นหน้าตรงข้าม ทำให้ดูแล้วไม่สวยงามแล้วยังรบกวนการอ่านด้วยครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็จะต้อง balance เรื่องของความหนาให้เหมาะสมกับจำนวนหน้าและประเภทของหนังสือที่พิมพ์ให้ดีด้วย หนังสือที่หนามากไม่ควรจะใช้กระดาษที่หนาเกินไป เพราะจะทำให้หนักและหนาไม่น่าอ่าน อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อราคาต้นทุนด้วยครับ ส่วนหนังสือที่มีจำนวนหน้าน้อย การใช้กระดาษที่หนาขึ้นมานิดนึง อาจจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นนิดหน่อย แต่ก็จะทำให้หนังสือไม่บางจนเกินไป ดูแล้วสวยงามไม่น่าเกลียดครับ แกรมที่เหมาะสมสำหรับการพิมพ์เนื้อหาด้านในคือ 70 - 80 แกรมครับ

ส่วนการพิมพ์หน้าปกนั้น ต่างจากการพิมพ์เนื้อหาด้านในอยู่ เพราะปกเป็นสิ่งที่ห่อหุ้มไส้ในไว้ จึงจำเป็นจะต้องแข็งแรงและปกป้องอายุของหนังสือ ไว้ได้นานระดับหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นสิ่งแรกสุดที่ผู้อ่านเห็น หน้าปกที่สวยงามดึงดูดตาจึงเป็นสิ่งจำเป็น กระดาษที่ใช้จึงจะต้องหนาและเหมาะสมแก่การพิมพ์ปก ทางโรงพิมพ์แนะนำให้ใช้ 120 แกรมขึ้นไปสำหรับการพิมพ์ปกครับ และจำนวนแกรมที่นิยมใช้ในงานต่าง ๆ จะเป็นประมาณนี้ครับ

  • บิลเล่มทั่วไป ถ้ามีชั้นเดียว 55-80 แกรม
  • บิลเล่มทั่วไป ถ้ามีหลายชั้น 45-60 แกรม
  • สิ่งพิมพ์ที่ต้องมีสำเนา หรือหน้าในของ dictionary 40-50 แกรม 
  • กระดาษหัวจดหมาย หน้าเนื้อในของหนังสือ นิตยสาร เนื้อในของสมุด70-80 แกรม 
  • ซองจดหมายมาตรฐาน เบอร์ 9 ใช้ 80 - 100 แกรม
  • โบรชัวร์สี่สี หน้าสี่สีของนิตยสาร โปสเตอร์ 105 - 160 แกรม 
  • ปกหนังสือ นิตยสาร สมุด แฟ้มนำเสนองาน กล่องสินค้า 230 แกรมขึ้นไป 
  • แฟ้มงาน แนะนำตั้งแต่ 210 แกรม ขึ้นไป


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ksvision.co.th 

กลับหน้าสาระน่ารู้ Share